ทำไมต้องรู้ระดับน้ำตาลในเลือดของตนเอง

ทำไมต้องรู้ระดับน้ำตาลในเลือดของตนเอง
ระดับน้ำตาลในเลือดโดยปกติแล้วจะเอาไว้เช็คหรือตรวจสอบดูโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมหรือไม่ ช่วยควบคุมดูแลโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง
การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ มีข้อดีที่มากกว่าการเช็ดหรือควบคุมโรคเบาหวาน เพราะทำให้รู้ว่าอะไรที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ เช่น หากคุณเกิดความเครียด หรือรับประทานอาหารบางอย่าง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ และเมื่อคุณได้รับยารักษาโรคเบาหวาน ยาออกฤทธิ์ได้ดี ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลง เป็นต้น
จะตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้อย่างไร

ปัจจุบันเครื่องวัดระดับน้ำตาลขนาดเล็กมีขายการอย่างแพร่หลายตามร้านขายอุปกรณ์การแพทย์และร้านขายยา ซึ่งสามารถหาซื้อมาใช้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองกันได้ เพียงแค่เจาะปลายนิ้วมือเพื่อให้เลือดออกมาเพียงเล็กน้อยแล้วใช้เครื่องวัด โดยควรศึกษาวิธีการใช้เครื่องที่แนบมาพร้อมกับเครื่องเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีใช้เครื่องในการวัดระดับน้ำตาลในเลือด ทีมบุคลากรทางแพทย์สามารถแนะนำวิธีใช้เครื่องให้กับคุณได้ และให้จดบันทึกวัน เวลา และค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจวัดได้ไว้เสมอ และนำผลการตรวจที่จดบันทึกนี้ไปให้แพทย์ดูทุกครั้งที่ไปพบแพทย์

เป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานคือเท่าไร
• ระดับน้ำตาลก่อนอาหาร: 80–130 mg/dL
• ระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง: ต่ำกว่า 180 mg/dL
หมายเหตุ โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับค่าเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพราะบางครั้งค่าเป้าหมายสำหรับแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้
ข้อควรจำ
การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับทีมแพทย์แนะนำ
• ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี
• จดบันทึกค่าระดับน้ำตาลในเลือด และระดับน้ำตาลสะสมไว้เสมอ
• นำผลการจดบันทึกค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจด้วยตนเองไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง
• ไปพบแพทย์หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือต่ำกว่าเป้าหมายบ่อยครั้ง

อาหารเสริมบำรุงตับช่วยตับให้ดีขึ้นได้จริงหรือ ?

อาหารเสริมบำรุงตับช่วยตับให้ดีขึ้นได้จริงหรือ ?

ประชากรส่วนใหญ่มีมากขึ้นทุกที โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับตับแบบเรื้อรัง จะมีมากกว่า 350 ล้าน คนทั่วโลกเลยด้วย ซึ่งแต่ในละปีจะมีผู้คนที่เสียชีวิตจากโรคเกี่ยวกับตับเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นได้ก็เกิดจากแม่นำมาสู่ลูกเสียมาก

เนื่องจากไม่มีใครรู้ได้ว่าตนเป็นโรคตับอีกเสบบีจึงไม่รู้จักระวังตนเองหรือไปรักษาได้ทันท่วงที และการสังเกตุอาการของโรคไวรัสตับอักเสบบีนี้ก็ไม่ระบุไว้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่าหากเราเป็นโรคนี้จะมีอาการเช่นไร หรือผลข้างเคียจากอาการที่เป็นโรคตับอักเสบบีจะเป็นอย่างไร

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ไม่ได้มีอาการให้สังเกตุแต่ตับของเราก็ยังถูกทำลายลงเรื่อยๆอยู่ดี ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาอาการของโรคนี้ได้เลย หากมีอาการผิดปกติก็น่าจะมีอาการคล้ายคนป่วยทั่วๆไปเท่านั้น จะมีอาการเป็นๆหายๆ

ซึ่งเราอาจจะสังเกตุหรือคาดเดาว่าเราเป็นโรคนี้ได้ก็น่าจะเดาจากอาการที่ปวดตามข้อต่อต่างๆของร่างกาย ปวดเมื่อย มีอาการค่อนข้าที่จะเบื่ออาหาร และมีอาการคลื่นไส้มีความรู้สึกเหมือนจะอาเจียนอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นยังมีอาการเหนื่อยล้าและมีภาวะซึมเศร้าและหงุดหงิดง่ายกว่าปกติมีอาการปวดที่ตับทางด้านบนขวาของช่องท้อง

การตรวจเลือดเพื่อหาโรคตับอีกเสบบีจะต้องทำการตรวจเฉพาะเท่านั้น เพราะการ่ตรวจเลือดเพื่อหาโรคทั่วไปไม่สามารถพบโรคตับอักเสบบีได้ ต้อเป็นแพทย์เท่านั้นที่สั่งตรวจเลือดเพื่อหาโรคตับอักเสบบีถึงจะทราบผลได้ว่าเรามีการติดเชื้อหรือไม่ส่วนการตรวจเลือกนั้นจะสามารถบอกได้ว่านั้นเป็นโรคตับอักเสบบีหรือว่าเรามีภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคตับอักเสบบี

หากคุณมีความรู้สึกว่าตนเองจะเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรังนั้น แพทย์นั้นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้ดูความเสียหายของตับของเราว่าเสียหายมากขนาดไหนและความจำเป็นในการที่แพทย์จะออกยาได้ถูกต้อง

ทำไมเราถึงต้องตรวจหาโรคตับอักเสบบีด้วย

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าถ้าหากคุณเคยมีเพศสัมพันธุ์กับบุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบบีแล้วละก็คุณเข้าข่ายเสี่ยงมากที่สุด  หรือหากคุณเองคลุกคลีหรืออยู่กับบุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบบี มีพ่อหรือแม่หรือญาติพี่น้องที่เป็นโรคตับอักเสบบีหรือโรคมะเร็งตับ นั้นก็จะนิ่นอนใจไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะเสี่ยงมากในการติดเชื้อเป็นอย่างสูง

เนื่องจากทางการแพทย์ที่เรารู้จักกันดีได้แนะนำสำหรับบุคคลที่มีสุขภาพที่ดีอยู่ควรปฎิบัติตนด้วยวิธีออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และทานสมุนไพรหรือทานอาหารเสริมจำพวกบำรุงตับ เพราะ อาหารเสริมบำรุงตับ ช่วยดูแลตับอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน

โรคโลหิตจาง กับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

มีใครที่เคยยืนอยู่ดีๆ แล้วก็มีอาการรู้สึกมึนหัว ตาลาย หงุดหงิด ร่างกายมีอาการเหนื่อยล้า ปวดเมื่อยง่าย จนทำให้การใช้ชีวิตการดำเนินชีวิต หรือการมีประสิทธิภาพการทำงานลดลงไหม ซึ่งถ้าเคยมีอาการแบบนั้นให้ตั้งสันนิษฐานหรือสงสัยได้เลยว่า คุณอาจจะเป็นโรคโลหิตจาง เพราะการที่เม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ จะทำให้การส่งออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ แต่ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลอะไรไปหรอกค่ะ เพราะอาการเหล่านั้นเราสามารถรักษาได้ด้วยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กมากๆ เหล่านี้

1. อาหารทะเล
อาหารทะเลส่วนใหญ่ เช่น หอยกาบ หอยพัด หอยแมลงภู่ หมึกกระดอง และหอยนางรม จะมีธาตุเหล็กสูง รวมถึงปลาชนิดต่างๆ ซึ่งมีไขมันบางชนิดมาก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล และปลาแอนโชวี่ ซึ่งการรับประทานอาหารทะเลและปลาที่มีไขมันสูง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งมันจะช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง

2. ถั่ว
โดยถั่วยืนต้นซึ่งเป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ดีและยังมีรสชาติที่อร่อย แต่ถั่วพิสตาชิโอนั้นเป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ดีที่สุด เพราะมีปริมาณของธาตุเหล็ก 15 มก. ต่อถั่ว 100 กรัม

3. มะเขือเทศ
มะเขือเทศ เป็นผักมีทั้ง วิตามินซีและไลโคปีน โดยที่วิตามินซีนั้นจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ง่ายขึ้น และไลโคปีนก็มีความสามารถในการต่อสู้กับโรคต่างๆ (โดยเฉพาะต่อโรคมะเร็ง) ผักชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินอี ซึ่งช่วยในเรื่องของผิวและเส้นผมอีกด้วย

4. น้ำผึ้ง
โดยน้ำผึ้ง 100 กรัม มีปริมาณของธาตุเหล็ก 0.42 กรัม นอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมและทองแดง จะช่วยเพิ่มปริมาณของฮีโมโกลบินในเลือดอีกด้วย

5. ขนมปังธัญพืชแบบไม่ขัดสี
ขนมปังธัญพืชแบบไม่ขัดสีหนึ่งชิ้น จะมีปริมาณของธาตุเหล็กที่คุณต้องการในแต่ละวัน 6% ขนมปังธัญพืชเป็นแหล่งของธาตุเหล็กประกอบที่ไม่ใช่ฮีมชั้นยอด จะช่วยให้ร่างกายของคุณมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับภาวะขาดธาตุเหล็กได้

6. ปวยเล้ง
จะอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี วิตามินบี9 เส้นใยอาหาร เบต้าแคโรทีน และธาตุเหล็ก โดยผักปวยเล้ง 1 ถ้วยมีปริมาณของธาตุเหล็ก 3.2 มก. ซึ่งเป็น 20% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตาม ใครที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคไต เบาหวาน และอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานอาหารเหล่านี้ด้วยนะคะ

โรคเนื้อเน่า เกิดจากอะไร

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ชี้โรคเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) หรือแบคทีเรียกินเนื้อคน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ส่วนใหญ่จะระบาดในฤดูฝน ช่วงเกษตรกรลงดำนา ลุยโคลน การติดเชื้อมักมีอาการรวดเร็ว และรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง อาจนำมาซึ่งการสูญเสียอวัยวะและอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

โรคเนื้อเน่า คืออะไร ?
นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคเนื้อเน่าเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียว หรืออาจเป็นจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีประวัติไปดำนา ลุยโคลน และโดนหอย หรือเศษแก้วบาด เศษไม้ตำเท้า และไม่ได้ทำแผลหรือรักษาใด ๆ เนื่องจากต้องทำนาให้เสร็จ ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล และเพิ่มจำนวนจนเกิดอาการรุนแรงได้ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ผิวหนังผ่านทางบาดแผล หรือรอยแตกของผิวหนัง และเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะสามารถสร้างเอนไซด์มาย่อยสลายเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไป ทำให้มีการกระจายของเชื้อไปได้อย่างรวดเร็วในชั้นใต้ผิวหนังภายในระยะเวลาไม่นานนัก

กลุ่มเสี่ยงโรคเนื้อเน่า
โรคเนื้อเน่าพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่คนที่มีโรคประจำตัวบางชนิดพบมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งโรคดังกล่าวได้แก่

  • โรคเบาหวาน
  • โรคหัวใจ
  • โรคตับแข็ง
  • โรคมะเร็ง
  • โรคไตวาย
  • คนที่มีภาวะกดภูมิจากการใช้สารสเตียรอยด์
  • คนที่ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้น
  • คนที่มีปัญหาของหลอดเลือดบริเวณขา
  • คนอ้วน
  • คนสูบบุหรี่
  • คนที่ติดแอลกอฮอล์

อาการโรคเนื้อเน่า
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการดังนี้

  • ผิวหนังบวม แดง ปวด กดเจ็บในตำแหน่งที่มีการติดเชื้อ
  • ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะบวมแดง หรือเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็วภายใน 36 ชั่วโมงหลังการติดเชื้อ
  • พบมีตุ่มน้ำพองที่ผิวหนัง
  • มีการตายของชั้นใต้ผิวหนังและผิวหนังบริเวณดังกล่าว
  • เมื่อเป็นมากขึ้นเชื้อจะทำลายเส้นประสาท ทำให้อาการปวดที่พบในตอนแรกหายไป กลายเป็นชาบริเวณผิวหนังส่วนที่ติดเชื้อตามมาแทน
  • อาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ถ้าเป็นมากอาจมีหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • กรณีไม่ได้รับการรักษา การติดเชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวลดน้อยลง ช็อค และเสียชีวิต การรักษาต้องรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว

การรักษาโรคเนื้อเน่า
ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยที่สงสัยโรคนี้ควรนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยการรักษาหลักคือการผ่าตัดให้ลึกจนถึงชั้นฟาสเชีย คือชั้นพังผืดที่ห่อหุ้มชั้นกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในของร่างกายและเอาเนื้อเยื่อบริเวณที่ตายออก ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด ซึ่งมักต้องให้ร่วมกันหลายชนิดเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่ก่อโรค มีการให้สารอาหารอย่างเพียงพอในระหว่างการรักษา และต้องมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดตามมาได้ บางครั้งถ้าการติดเชื้อลุกลามมากอาจต้องมีการตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้งไปเพื่อควบคุมไม่ให้การติดเชื้อลุกลามมากขึ้นได้

การป้องกันโรคเนื้อเน่า

  • ระมัดระวังดูแลทำความสะอาดบาดแผลบริเวณผิวหนัง
  • ไม่แกะเกาบริเวณผื่นหรือแผลที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อลดโอกาสของการเกิดโรคดังกล่าว
  • หมั่นสังเกตตนเอง ถ้าพบว่ามีบาดแผล ที่มีอาการปวดบวมแดง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ บริเวณแผล ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาก่อนที่โรคจะมีการลุกลามติดเชื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับลดความอ้วนของคนรุ่นใหม่

การลดน้ำหนักนั้นมีด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้สาวๆ เห็นผลของน้ำหนักตัวที่ลดลงได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังเป็นวิธีลดน้ำหนักที่เหมาะสมไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้เรารวบรวมมาฝากกัน 5 ข้อ เรียกว่าเป็นข้อสำคัญที่ถ้าคุณทำได้รับรองว่า การมีหุ่นสวยเป๊ะปัง ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

1.อาหารเช้าอย่าให้ขาด

หลายคนมักมีความเชื่อที่ว่า การงดมื้อเช้าจะยิ่งทำให้มีรูปร่างที่ผอมสวยได้อย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ แล้วนั่นถือเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมื้อเช้าถือเป็นมื้อที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากที่สุด ดังนั้นควรรับประทานมื้อเช้าเป็นหลัก และลดอาหารในมื้ออื่นๆ ลง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นและเพื่อให้ระบบเผาผลาญภายในร่างกายทำให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2.ดื่มน้ำบ่อยๆ

น้ำเปล่า ถือเป็นอาหารลดน้ำหนักชั้นเยี่ยม ที่ยิ่งกินมาก ยิ่งดีต่อสุขภาพในช่วงลดความอ้วน เพราะน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายเกิดกระบวนการเผาผลาญที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังการดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร ก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้เร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะกินอาหารมื้อนั้นเกินความจำเป็นมากเกินไป

3.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปรรูป

ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารแปรรูป ก็ย่อมมาพร้อมสารเคมีและสารปรุงแต่งที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังลดน้ำหนัก อีกทั้งอาหารประเภทนี้ก็ยังมีปริมาณแคลอรี่สูง ยิ่งกินมากก็ยิ่งทำให้อ้วนขึ้น สาวๆ ที่กังวลเรื่องรูปร่างและอยากเห็นผลของน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ลองเปลี่ยนจากอาหารแปรรูปมาเป็นการรับประทานผักและผลไม้ จะดีต่อสุขภาพร่างกายมากที่สุด

4.รับประทานแบบนับแคลอรี่

ถือเป็นหนึ่งในวิธีลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สำหรับการรับประทานแบบนับแคลอรี่ ที่จะช่วยให้สาวๆ รับประทานได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ วิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารจำเป็นอย่างครบถ้วน อีกทั้งยังไม่ทำให้อ้วนขึ้น เพราะกินยังไงก็ไม่เกินจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับในแต่ละวัน

5.งดน้ำตาล

เคล็ดลับสำคัญในการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการงดอาหารประเภทที่ให้โทษต่อร่างกายและเป็นปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือ น้ำตาล นั่นเอง ดังนั้นสาวๆ ที่อยากเห็นผลน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ควรตัดน้ำตาลซะตั้งแต่เนิ่นๆ อะไรที่เป็นของหวาน เน้นน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม ไอศครีม เค้ก คุ้กกี้ หรือของหวานอื่นๆ ให้หลีกเลี่ยงไปเลย จะดีต่อสุขภาพในช่วงลดน้ำหนักของสาวๆ

ทั้งหมดนี้ก็คือเคล็ดลับการลดน้ำหนัก 5 ข้อที่อยากให้สาวๆ ทุกคนได้ลองนำไปปรับใช้กันดู หากทำได้เป็นประจำรับประกันได้ว่าคุณจะต้องตกตะลึงในรูปร่างที่เพรียวสวย สมส่วนมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

เลือกไว้ใจผลิตภัณท์ใหม่ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ เพื่อตับที่แข็งแรง  

ตับแข็ง (Liver Cirrhosis)

คือโรคที่เป็นผลมากจากเนื้อเยื่อตับถูกทำลายอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน จากหลายๆสาหตุ จนทำให้เกิดเป็นแผลและเป็นพังผืดชึ้นมา จึงทำให้ตับนั้นทำงานอย่างหนักทำงานได้ไม่เป็นปกติ และอาจหยุดการทำงานลงจนนำไปสู่สภาวะตับวายเฉียบพลันได้

โดยตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่และมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของร่างกายคนเรา

เช่น กรองสารอาหารที่สำคัญกลับเข้าไปสู่กระเสือดและคอยกรองของเสียออกนอกร่างกาย และยังคอยผลิตโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือกอีกด้วย และยังคอยขนส่งออกซิเจน หรือเป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน คอยผลิตน้ำดีที่เป็นสารสำคัญในการย่อยสลายไขมัน เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลสำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย แต่เมื่อตับของเราทำงานลดลงจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติอื่นๆตามมา

โรคตับแข็งนั้นไม่มีอาการเฉพาะตัว

โดยช่วงแรกของการเกิดโรคนั้นแทบจะไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลยหรือแสดงออกมาน้อยมาก คนที่เป็นโรคนี้จำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองนั้นเป็นโรคนี้ แต่เมื่อตับของเราถูกทำลายมากขึ้นเลื่อยๆ

อาการผิดปกติต่างๆจะเริ่มตามมาเช่น

  •  อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย
  • คันตามผิดหนัง
  • คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร
  • น้ำหนักลด
  • เกิดลอยข้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย มีเลือดออกง่ายกว่าปกติ
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

มีอาการทองสอมงหรือสมองเสื่อมทำให้ผู้ที่เป้นโรคร็สึกสบสย ซึมและพูดไม่ค่อยชัดเกิดเส้นเลือดผอยขึ้นมากผิดปกติตามตัว ฝ่ามือ มีอาการบวมตามอวัยวะต่างๆ เช่น ขาบวม มือบวม ข้อเท้าบวมเป็นต้น หากเรานั้นมีอาการผิดผกติหรือมีอาการป่วยตามอาการข้องต้นนั้น ควรที่จะรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อที่จะตรวจหาสาเหตุความผิดปกติของร่างกาย หรืออาจเป็นอาการของโรคตับแข็งนั้นเอง และจะได้ทันต่อการรักษาหรืออาจเป็นอาการของโรคอื่นที่รุนแรงมากกว่านี้

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ผลิตภัณท์สินค้าตัวนี้ คือสมุนไพรเพื่อบำรุงตับโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องตับหรือต้องการบำรุงตับเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตับ เพื่อให้ตับกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ขึ้น และเพื่อให้ตับได้แข็งแรงอยู่กับเราได้ยาวนานขึ้น